ครม.ไฟเขียวปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต รถอีวี-REEV นำเข้าเป็น 35% ดีเดย์ 1 ม.ค. 70 จากเดิม 10 % และ 15 % หวังปั้นไทยเป็น “อีวีฮับ” ยกระดับใช้ชิ้นส่วนในประเทศ “อธิบดีสรรพสามิต” เร่งคลอดเกณฑ์ Local Content เน้นจูงใจผลิตในประเทศ พร้อมเดินหน้า “รถเก่าแลกรถกระบะ” 1.5 แสนคัน รัฐช่วยจ่ายคันละ 4 หมื่นบาท “โตโยต้า” หนุนนโยบายภาษีมาถูกทาง สร้างกติกา-แรงจูงใจ ชี้ช่วงเปลี่ยนผ่านต้องรัดกุม ระวังเอฟเฟ็กต์เร่งนำเข้าก่อนภาษีใหม่บังคับใช้ เสนอกำหนดโควตานำเข้าช่วงเปลี่ยนผ่าน “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย”ชี้ปรับภาษีหนุนแข่งขันเป็นธรรมค่ายจีน-ญี่ปุ่น คาด 2 เดือนสุดท้ายยอดขาย EV กระฉูด พุ่งแตะ 2.1 แสนคัน จับตามอเตอร์เอ็กซ์โป ปลายปีอัดแคมเปญชิงกำลังซื้อ ก่อนเจอภาษีใหม่ดันราคาพุ่ง 100,000-450,000 บาทต่อคัน
ขึ้นภาษี “อีวีนำเข้า” 35%
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 2569 มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถ BEV (รถยนต์ไฟฟ้า 100%) และ REEV (รถยนต์แบบพลังงานผสมเชื้อเพลิงและไฟฟ้าที่สามารถชาร์จได้ และขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น) ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เป็นอัตรา 35% จากปัจจุบัน BEV เสียอัตรา 10% และ REEV เสียอัตราภาษี 15% โดยอัตราภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต “รถอีวีนำเข้า” ดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2568 หรือบอร์ดอีวี เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2568 เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุนเกี่ยวกับกระบวนการผลิตหรือประกอบชิ้นส่วนสำคัญของยานยนต์ในประเทศ รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จากรถนำเข้าที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ จึงต้องปรับโครงสร้างภาษี เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางเทคโนโลยี และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ
แจง 3 เหตุผล ปรับโครงสร้างภาษี
ดร.เอกนิติกล่าวว่า หลักการสำคัญในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์มี 3 ประเด็น ได้แก่ 1. เป็นการนำเข้าเพื่อดึงดูดการลงทุน 2.เป็นศูนย์กลางการส่งออกยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ 3.ยกระดับการใช้ชิ้นส่วนในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อให้ห่วงโซ่การผลิตแข็งแกร่ง สร้างงานให้คนไทย และยกระดับทักษะแรงงานไทย
เป้าหมายผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตเดิมไปสู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแห่งอนาคตของภูมิภาคและของโลก ภายใต้แนวทางการใช้พลังงานทางเลือกหลากหลายรูปแบบ (Multi Path Way) ตามเป้าหมายของภาครัฐในการพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) จากการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิม
“การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ครั้งนี้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันของรถอีวีที่ผลิตในประเทศ สร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ โดยผู้ผลิตรถยนต์และชิ้นส่วนในประเทศจะได้รับประโยชน์โดยตรง ทั้งการผลิต การจ้างงาน ตลอดห่วงโซ่อุปทานและสร้างประโยชน์ รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของประเทศไทย”
เร่งบี้เกณฑ์ “Local Content”
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ BEV และ REEV ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เป็นอัตรา 35% ที่ ครม.เห็นชอบ ไม่ได้มีเรื่องโควตาการนำเข้า จะมีเฉพาะเรื่องอัตราภาษีเพียงอย่างเดียว โดยหลังจากนี้จะมีเรื่องการกำหนด Local Content ตามมาอีกที ทั้งนี้ เชื่อว่าการปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้จะทำให้ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถอีวีหันมาลงทุนผลิตในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
“โครงสร้างภาษีใหม่จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่ม แต่ไม่มาก เพราะจะเน้นจูงใจให้เกิดการลงทุนในประเทศมากกว่า”
ลุย “รถเก่าแลกรถกระบะ”
อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าวด้วยว่า สำหรับโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ทางกรมสรรพสามิตได้เสนอไปให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน พิจารณาแล้ว นอกจากเรื่องนำรถเก่ามาแลกซื้อรถกระบะแล้วยังมีส่วนอื่น ๆ อีก
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ที่กรมสรรพสามิตเสนอมา มีทั้งรถกระบะ รถแท็กซี่ และรถจักรยานยนต์ โดยโครงการรถเก่าแลกรถกระบะขอใช้เงินกู้ 6,000 ล้านบาท เพื่ออุดหนุนให้กับผู้ที่นำรถเก่ามาแลกซื้อรถกระบะใหม่ ที่เครื่องยนต์ที่ปล่อยมลพิษลดลงตามมาตรฐานยูโร 5
โดยข้อเสนอคือรัฐอุดหนุนคันละ 40,000 บาท เป้าหมาย 150,000 คัน ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ในการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ นอกจากเป็นการลดการปล่อยมลพิษ อีกด้านก็เป็นการส่งเสริมฐานการผลิตรถกระบะในประเทศไทยที่ถือว่าเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนของประเทศ ที่ปัจจุบันกำลังประสบปัญหาเนื่องจากทิศทางตลาดหดตัวต่อเนื่อง
โตโยต้าชี้นโยบายมาถูกทาง
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โตโยต้ามองการปรับภาษีสรรพสามิตของ EV และ REEV นำเข้า 35% ไม่ใช่การปิดกั้น EV แต่เป็นการสร้างกติกาที่จูงใจให้เกิดการลงทุนและสร้างมูลค่าในประเทศไทย ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาค
ลำดับถัดไปก็ต้องกำหนดกติกาและการบังคับใช้ Local Content ที่ชัดเจนและเท่าเทียมเพื่อรักษาการจ้างงานบริษัทซัพพลายเออร์ไทย เทคโนโลยี และความสามารถในการเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกในระยะยาว นโยบายมาถูกทาง แต่ช่วงการเปลี่ยนผ่านต้องรัดกุม เพราะการประกาศขึ้นภาษีล่วงหน้าย่อมจูงใจให้เร่งนำเข้าก่อนมีผล 1 มกราคม 2570 จนกดดันการผลิตในประเทศ การจ้างงาน และ Supplier ไทย จึงควรมีเพดานหรือโควตานำเข้าช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ให้สอดคล้องกับปริมาณปกติ
ราคาพุ่ง 1 แสน-4.5 แสนบาท
ขณะที่แหล่งข่าวจากอุตสาหกรรมยานยนต์รายใหญ่กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ก่อนการบังคับใช้ภาษีนำเข้าอีวี 35% ในวันที่ 1 ม.ค. 2570 นั้นเชื่อว่าตลาดรถอีวีจะมีความคึกคักเป็นพิเศษ เพราะหลังการบังคับใช้อัตราภาษีนำเข้าใหม่จะทำให้ต้นทุนราคารถอีวีนำเข้าปรับสูงขึ้น ประกอบกับเป็นช่วงฤดูกาลจำหน่ายช่วงปลายปี ที่มีการจัดแคมเปญส่งเสริมการขาย และงานอีเวนต์ใหญ่ อย่างมอเตอร์เอ็กซ์โป ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ผู้บริโภคที่ลังเลอยู่จะมีการตัดสินใจซื้อมากขึ้น เนื่องจากหากไปซื้อปีหน้าราคารถอีวีแพงขึ้นอย่างแน่นอน
“การปรับภาษีสรรพสามิตรถอีวีนำเข้าจาก 10% เป็น 35% จะส่งผลให้ราคาของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าสูงขึ้นเฉลี่ยตั้งแต่ 100,000-450,000 บาทต่อคัน จากราคาโดยเฉลี่ยของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าปัจจุบันมีราคาตั้งแต่ 500,000 บาท ไปถึงระดับมากกว่า 2 ล้านบาท”
ขณะที่ต้องจับตาค่ายรถต่าง ๆ ที่จะนำเข้ารถอีวีมาทำตลาด เพื่อเตรียมพร้อมส่งมอบให้ลูกค้าก่อนภาษีใหม่เริ่มใช้ ว่าจะมีสต๊อกมากน้อยแค่ไหน และหากไม่สามารถผลักดันยอดขายให้หมดไปในสิ้นปี 2569 ได้ รถก็จะค้างไปยังปี 2570 ซึ่งหมายความว่าต้องจำหน่ายในราคาใหม่ และอาจจะทำให้เกิดสงครามราคาเพื่อระบายสต๊อกอีกครั้ง
หวั่นตุนสต๊อก-เกิดสงครามราคา
ด้านนายเวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า GWM ไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ เพราะรถอีวีของ GWM ผลิตในประเทศ 100% และพร้อมสนับสนุนนโยบายนี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเป็นผลดีต่อการผลิตในประเทศ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ GWM ไม่อยากเห็นปัญหาสต๊อกรถยนต์นำเข้า (CBU) ล้นตลาดช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2570 เพราะหากเกิดสถานการณ์แบบนี้ก็อาจก่อให้เกิดสงครามราคาและกระทบต่อการผลิตในประเทศ จึงหวังว่าจะมีการออกมาตรการเพื่อป้องกันปัญหานี้
ห่วงเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีขั้นสูง
แหล่งข่าวระดับบริหารจากบริษัท ซีเคอาร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ค่ายรถซีเคอร์ (ZEEKR) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากมติ ครม. ที่ออกมาถือเป็นเรื่องดีกับประเทศไทย แต่อยากให้มองในภาพใหญ่หลังจากนี้ ในแง่ของอีโคซิสเต็มอื่น เช่น โรงงานผลิต การจ้างงาน และต้องยอมรับว่ารถอีวีมีการใช้ชิ้นส่วนยานยนต์ที่น้อยลงเมื่อเทียบกับรถเครื่องยนต์สันดาป ดังนั้นห่วงโซ่ตรงนี้จะเติมเต็มได้อย่างไร
ทั้งนี้หากผู้บริโภคต้องการใช้รถอีวีเทคโนโลยีสูง หรือรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ลักเซอรี่ อาจจะเป็นอุปสรรค เนื่องจากภาษีใหม่ส่งผลให้ราคาจำหน่ายต้องปรับขึ้นไปพอสมควร ไม่เฉพาะแต่รถจีน แต่รวมไปถึงรถจากยุโรปและรถนำเข้าทั้งหมด อาจจะเป็นการทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยี และสเป็กรถได้ยากขึ้น
“ภาษีที่เก็บจากตรงนี้เอาไปต่อยอดในส่วนไหน เพราะคนซื้อรถเป็นผู้แบกรับความรับผิดชอบตรงนี้ ดังนั้นรัฐบาลก็ต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าเงินที่ได้จากส่วนนี้ทำไปใช้ประโยชน์ในส่วนใด”
อย่างไรก็ดีหากช่วงที่ผ่านมายังไม่มีความชัดเจนเรื่องภาษีใหม่ ทำให้ตลาดช็อกไปพอสมควร โดยเฉพาะยอดขายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมาพบว่าลูกค้าชะลอการตัดสินใจไปพอสมควร แต่วันนี้เมื่อทุกอย่างชัดเจนก็คาดว่าทำให้ช่วง 2 เดือนที่เหลือก่อนปรับภาษีตลาดมีความคึกคัก
โดยบริษัทได้เตรียมรถไว้จำนวนพอสมควรสำหรับการจำหน่ายช่วงไตรมาสสุดท้าย คาดว่าจะเพียงพอส่งมอบให้กับลูกค้าและทันก่อนการบังคับใช้ภาษีใหม่ 1 ม.ค. 2570 แน่นอน
มาสด้าเตรียมขยับราคาใหม่
นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า มาสด้าเห็นด้วยกับอัตราภาษีใหม่ที่ประกาศออกมา เนื่องจากมาสด้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศ แม้ว่าจะมีการนำเข้ารถอีวีมาจำหน่ายในช่วงที่ผ่านมาบ้างแต่เป็นส่วนน้อย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และทดลองตลาดรถอีวี อย่างไรก็ตามธุรกิจหลักของมาสด้าในประเทศไทย คือการผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์จากโรงงานในไทยเป็นสำคัญ ซึ่งจากนี้คงต้องรอดูว่าผลกระทบของการเปลี่ยนผ่านจะมีมาตรการใด ๆ ออกมาสนับสนุนและรองรับ
สำหรับรถอีวีของมาสด้า 2 รุ่นที่จำหน่ายอยู่นั้น เป็นการนำเข้าซึ่งผลิตจากโรงงานมาสด้าในจีน ซึ่งก็ต้องมีการปรับราคาจำหน่ายอย่างแน่นอน
ชี้ปกป้องแรงงานกว่า 8 แสนคน
นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมด้วย นางยุพิน บุญศิริจันทร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า การปรับภาษีนี้จะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนและผลิตในประเทศไทย รวมทั้งส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาว และการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ มีผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 ราย และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบ อุตสาหกรรมสนับสนุน ผู้ประกอบการ SMEs ไปจนถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมให้เกิดการผลิตในประเทศจึงช่วยกระจายประโยชน์ไปสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มจะติดตามและหารือร่วมกับภาครัฐสำหรับรายละเอียดต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ก่อนการบังคับใช้ที่จะเริ่มในปี 2570 เป็นต้นไป
รื้อภาษีหนุนแข่งขันเป็นธรรม
ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า การปรับโครงสร้างภาษีครั้งนี้มองว่าจะทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้น ระหว่างผู้ประกอบการ BEV ที่ส่วนใหญ่ยังเป็นค่ายจีน และรถไฮบริด ที่เป็นค่ายญี่ปุ่นส่วนใหญ่ อัตราภาษีที่ออกมา 35% ไม่ได้ผิดคาด แต่ก็ถือว่าสูง และ การที่มีกำหนดภาษีรวมรถ REEV ด้วยนั้น เนื่องจากคาดว่ารัฐน่าจะกังวลว่าหากขึ้นภาษีเฉพาะ BEV จะทำให้ผู้ประกอบการหันไปนำเข้ารถ REEV เข้ามาแทน เพราะค่ายรถจีนมีเทคโนโลยีนี้อยู่
“พอบล็อกทั้ง 2 ตัว ก็แน่นอนว่าน่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”
ชิ้นส่วนใน ปท.ต้อง 40-60%
อย่างไรก็ดี ครม. ครั้งนี้ประกาศเพียงอัตราภาษี อย่างไรก็ดีการลงทุนจะต้องมีการกำหนดใช้ชิ้นส่วนวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ทั้งในแง่สัดส่วน วิธีการคำนวณ Local Content รวมถึงกระบวนการในการตรวจสอบให้ชัดเจนด้วย โดยคาดว่าคงจะมีรายละเอียดออกตามมาอีกที ซึ่งสัดส่วน Local Content ต้องสูงพอ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย
โดยมองว่าอย่างน้อยขั้นต่ำคือ 40% แต่หากอยากให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยควรจะตั้งแต่ 60% ขึ้นไป เพราะรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนชิ้นส่วนจะน้อยกว่ารถ ICE ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของ BEV สั้นกว่า ICE
นอกจากนี้ต้องมีเงื่อนไขการคำนวณ Local Content ด้วย โดยไม่ควรคำนวณที่เทียร์ 1 หรือแค่การประกอบอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงการคำนวณชิ้นส่วนย่อยที่เป็นเทียร์ 2 เทียร์ 3 เข้ามาด้วย ตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่ที่มูลค่าประมาณ 30% ของรถอีวีิ ถ้านำแค่ชิ้นส่วนมาประกอบแบตเตอรี่แพ็กในไทย แล้วเคลม 30% ทั้งหมดเป็น Local Content อันนี้ไม่ควร
นอกจากนี้ยังมีในส่วนของมอเตอร์ไฟฟ้าที่แม่เหล็กที่เป็นส่วนประกอบภายใน ซึ่งส่วนใหญ่จะผลิตในจีนกว่า 80% เพราะมีแหล่งแร่ที่ใช้ในการผลิต ดังนั้นหากไทยแค่ประกอบมอเตอร์ แล้วนำเข้าแม่เหล็ก หรือวงจรควบคุมเข้ามาก็จะทำให้มี Local Content น้อยมาก
“ถ้าจะดึงการลงทุนจริง ๆ ต้องดึงกลางน้ำ ดึงตัวอื่น ๆ ที่ประกอบชิ้นส่วนในมอเตอร์เข้ามาด้วย”
ญี่ปุ่นรุกส่งไฮบริดชนอีวีจีน
ดร.รุจิพันธ์กล่าวอีกว่า ในแง่การแข่งขัน ในเชิงโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ ประเมินว่าจะทำให้รถไฮบริดสามารถทำราคาเข้ามาแข่งกับ BEV ได้ เพราะรถอีวีจีนไม่มีข้อได้เปรียบในเรื่องตัวภาษีแล้ว ทั้งนี้ ในแง่การผลิตคิดว่าค่ายจีนก็คงยังเน้นที่ BEV อยู่ โดยรถไฮบริดมาเป็นตัวเสริม ส่วนค่ายญี่ปุ่นก็น่าจะยังรุกไฮบริดก่อน แล้วในอนาคตถึงจะมี BEV เข้ามา ซึ่งยังต้องใช้เวลา จากที่ติดตามทางญี่ปุ่นพยายามจะผลิต BEV ที่ใช้โซลิดสเตตแบตเตอรี่ แต่อาจจะมาถึงไทยในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า
การแข่งขันหลังจากนี้ขึ้นกับพฤติกรรมของผู้บริโภคว่าชอบรถอีวี หรือไฮบริด อาจมองที่ความคุ้มค่าเป็นสำคัญ ทั้งนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง หรือช่วงที่ราคาน้ำมันยังไม่สูง ผู้บริโภคทั้งในไทยและหลายประเทศในโลกจะซื้อรถไฮบริดกันมาก แต่พอเกิดสงครามขึ้น ราคาน้ำมันสูง ผู้บริโภคจึงหันมาซื้อรถ BEV กันมากขึ้น
“การดัมพ์ราคาของ BEV คงยากแล้ว ในปีหน้า ถ้าภาษีสรรพสามิตขึ้นภาษีขนาดนี้ แต่ก็ยังมีช่องให้เล่นเรื่องราคาอยู่บ้าง แต่จะไม่รุนแรงเหมือนในอดีตแล้ว เพราะถ้าไปเทียบราคาขายรถ BEV ในจีน กับไทย ต่างกันอยู่ประมาณ 20% คือตั้งราคาในไทยสูงกว่าในจีนอยู่ 20% แล้วปีหน้า EV3.5 ก็จะหมดมาตรการด้วย ก็ขึ้นกับว่าเขาจะใช้ราคาทำตลาดมากน้อยแค่ไหน”
ยอดขายอีวีทะลุ 2.1 แสนคัน
ดร.รุจิพันธ์กล่าวว่า ทางศูนย์วิจัยฯ มองว่า BEV ในไทยปีนี้และปีหน้าจะยังเติบโต และผลจากภาษีใหม่จะเริ่มวันที่ 1 ม.ค. 2570 ดังนั้นช่วงที่เหลือของปีโดยเฉพาะที่จะมีงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ค่ายรถจีนก็คงต้องอัดแคมเปญโปรโมชั่นกันอย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้เกิดการเร่งซื้อในช่วงปลายปีนี้ เบื้องต้นมองว่ายอดขาย BEV ปีนี้น่าจะมากกว่า 210,000 คัน จากช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ พบว่ายอดขายรถอีวีกว่า 160,000 คัน