Lexus แบรนด์รถยนต์หรูสัญชาติญี่ปุ่น เตรียมสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในตลาดยานยนต์ประเทศจีน ด้วยการประกาศเตรียมเปิดตัวรถยนต์ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) รุ่นแรกที่ผลิตในจีนภายในปี 2027 ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการยุติธรรมเนียมการทำตลาดด้วยรถยนต์นำเข้าเพียงอย่างเดียวที่ยาวนานเกือบ 30 ปี
โรงงานใหม่และเทคโนโลยีล้ำสมัย รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่นี้จะถูกผลิตขึ้นที่โรงงานของ Toyota ในเขตจินซาน นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นโรงงานที่ Toyota เป็นผู้ลงทุนและบริหารงานเอง 100% ต่างจากเดิมที่ต้องทำผ่านบริษัทร่วมทุนอย่าง FAW หรือ GAC
โรงงานแห่งนี้จะมาพร้อมเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย โดยใช้กระบวนการหล่อชิ้นส่วนโครงสร้างอะลูมิเนียมขนาดใหญ่ (Aluminium Gigacasting) ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อลดจำนวนชิ้นส่วนประกอบ นอกจากนี้ ตัวรถจะเคลื่อนที่ระหว่างสถานีประกอบย่อยด้วยระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ แทนการใช้สายพานลำเลียงแบบดั้งเดิม โดยคาดการณ์ว่าในช่วงแรกจะมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 1,000 คันต่อเดือน
แรงกดดันจากตลาดยานยนต์จีน สาเหตุหลักที่ Lexus ต้องหันมาตั้งฐานการผลิตในประเทศจีน เป็นผลมาจากยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยทำยอดขายสูงสุดราว 227,000 คันในปี 2021 กลับลดลงเหลือเพียง 182,458 คันในปี 2025 ขณะที่รุ่นยอดฮิตอย่าง ES ก็มียอดส่งมอบลดลง 26% ในช่วงต้นปี 2026 จนดีลเลอร์บางแห่งต้องอัดโปรโมชันลดราคามากกว่า 50,000 หยวน
การย้ายมาตั้งสายการผลิตในจีนจะช่วยให้ Lexus รอดพ้นจากกำแพงภาษีนำเข้ารถยนต์ 15% ส่งผลให้แบรนด์มีความยืดหยุ่นในการทำราคา เพื่อแข่งขันกับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมระดับประเทศอย่าง Nio หรือ Zeekr ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อมากขึ้น
สเปกและแบตเตอรี่ยังเป็นความลับ ปัจจุบัน Lexus ยังไม่เปิดเผยชื่อรุ่น ราคา สเปกมอเตอร์ หรือระยะทางที่วิ่งได้ ส่วนแบตเตอรี่นั้น แม้ว่า Toyota จะมีแผนนำแบตเตอรี่ Solid-state มาใช้จริงในช่วงปี 2027-2028 แต่ก็ยังไม่มีการยืนยันว่าจะถูกนำมาใช้กับ SUV รุ่นนี้หรือไม่ สื่อท้องถิ่นบางแห่งคาดการณ์ว่าในช่วงแรกอาจใช้แบตเตอรี่แบบ Prismatic Ternary Lithium หรือ LFP ไปก่อน
การเดินหมากครั้งนี้ของ Lexus ถือเป็นการปรับตัวเพื่อทวงคืนพื้นที่ในตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ของจีน ที่ปัจจุบันขยายตัวอย่างรวดเร็วและครองสัดส่วนยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไปแล้วกว่า 54%